เมื่อตอนผมเป็นนักศึกษา ครูเคยถามผมว่าไปเรียนรู้วิธีคิดมาจากไหน ผมตอบว่าจากหนังภาพยนตร์ที่เคยดู  จากการ์ตูนที่เคยอ่าน จากการหยุดอ่านโปสเตอร์บางแผ่น ภาพถ่ายบางภาพ
ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า จะมีแต่ข้อสอบเท่านั้นที่มีคำตอบเฉพาะในหนังสือเรียน แต่จะตอบไม่ได้ในบททดสอบชีวิต และที่มาของความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้มาจากวิชาเรียนเท่านั้น ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องรอบกาย ล้วนทำให้เราฝึกความคิดสร้างสรรค์ได้ทั้งนั้น ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้ให้หมดโลก และไม่จำกัดรูปแบบ ลำพังประสบการณ์ที่เราพบในแต่ละวัน ไม่เพียงพอที่จะนำมาแก้ปัญหาได้มากนัก เราจึงต้องศึกษาและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ จากประสบการณ์ของคนอื่นเข้ามาเพิ่มเติม ไม่ว่าจากหนังสือของผู้เขียนที่ตายไปแล้วในห้องสมุด หรือจากเด็กที่เพิ่งจะหัดเดินก็ตาม

ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในการทำให้เราหลุดพ้นจากเรื่องจำเจที่ประสบอยู่ทุกวัน ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สอนและฝึกหัดกันได้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวมาแต่กำเนิด ความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เหมือนการตอบคำถามเด็ก บางครั้งเป็นคำถามที่ง่ายจนน่ารำคาญ ทำให้เราคิดว่าเด็กน่าจะคิดได้ เราจึงไม่ตอบ หรือแกล้งตอบอย่างไร้เหตุผล  บางคำตอบอาจใช้เวลาไม่กี่วินาทีทำให้เด็กเข้าใจได้ถูกต้อง แต่บางคำตอบอาจทำให้เด็กคนนั้นต้องค้นหามันไปหลายวัน หรืออาจนับสิบ ๆ ปี เพื่อให้ได้คำตอบเดียวกับคำตอบที่เราสามารถตอบได้ภายในไม่กี่วินาทีนั้น นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่บอกได้ว่า การปิดกั้นจินตนาการทำให้ระยะเวลาในการใช้คิดสร้างสรรค์ในแต่ละคนนั้นเร็วหรือช้าต่างกันเพราะอะไร

การเป็นครู การตรวจการบ้านเด็ก บางครั้งการส่งการบ้านแล้วขาดการวิจารณ์งาน เหตุผลของความคิด การเปรียบเทียบ คือเมื่อส่งการบ้านชิ้นแล้วชิ้นเล่า จนจบคอร์สแล้วสิ่งที่ได้คือเกรดตัวหนึ่ง มันไม่สร้างสรรค์ให้เกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงการยกตัวอย่างในการบ้าน เป็นการชักจูงและปิดกั้นจินตนาการได้เป็นอย่างดี เพราะจะทำให้นักศึกษาคิดนอกกรอบที่เกินไปจากตัวอย่างได้ยาก

ตอนผมเป็นนักศึกษา ผมคิดว่า การเป็นครู คือการเห็นความว่างในสมองของเด็กแล้วเอาความรู้มาเติมให้เต็ม แต่เมื่อตอนผมมาเป็นครู ผมกลับคิดได้ว่า สมองของเด็กแต่ละคนที่เดินเข้าห้องเรียนมาล้วนเต็มมาแล้วทั้งนั้น ครูเป็นเพียงแค่ไม้ขีดไฟ ครูเป็นเพียงผู้ที่จะต้องหมั่นฝึกที่จะแสวงหาถึงความใคร่อยากรู้ในเด็กแต่ละคน และบอกให้เขารู้ถึงอานุภาพที่เขามีอยู่ว่ามันมีค่าแค่ไหน เมื่อเราพบ เราเพียงแค่จุดไฟหรือให้โอกาสกับเขา เมื่อเขาค้นพบแล้ว จะเกิดพลังที่จะมุมานะในตัวของเขาเองอย่างไม่มีขีดจำกัด และเราจะพบว่าความใคร่อยากรู้ในตัวนักศึกษาแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกันเลย

เราสามารถเลือกชีวิตได้ 2 ทางคือ เลือกที่จะเกิดมาเพื่อเสพย์ หรือเลือกที่จะเกิดมาเพื่อสร้าง หากคุณเลือกเกิดมาเพื่อเสพย์ ก็ไม่ยาก หาเงินมาให้ได้ และซื้อ หามาและซื้อ เราจะเป็นเหมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่หมุนตามฟันเฟืองตัวอื่น ๆ เมื่อฟันเฟืองตัวใดตัวหนึ่งหยุด เราก็จะหยุดตาม
แต่หากเราเลือกที่จะเกิดมาเพื่อสร้าง เราจะกลายเป็นคนควบคุมฟันเฟืองเหล่านั้นว่าจะให้หมุนช้า หรือเร็ว หรือจะหยุดมัน เพราะการเกิดมาเพื่อสร้างหรือเกิดมาเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ๆ คือ การมองสิ่งของเดียวกับที่ทุกคนมองอยู่ แต่คิดต่างจากพวกเขา แล้วชีวิตคุณจะไม่จำเจ ซ้ำซาก

ผมอ่านหนังสือบางเล่ม หรือชมภาพยนตร์บางเรื่อง ผู้เขียนพยายามชักจูงให้คนชมหรือคนอ่านเชื่อในความคิดเขา บางครั้งมันเป็นกรอบการกั้นจินตนาการ เหมือกับการเรียน นักเรียนถูกสอนที่ทำแต่โจทย์คณิตศาสตร์ที่ถูกต้องเสมอ เพราะตราบใดที่คุณยังคิดว่าคำตอบที่ถูกต้องในชีวิตมีเพียงหนึ่งเท่านั้น คุณจะหยุดหาคำตอบอื่น ๆ ทันทีที่คุณพบคำตอบแรก ทำให้ยิ่งเรียนสูง จินตนาการของเราก็ลดน้อยลง

ตัวอย่าง หากถามว่าครึ่งหนึ่งของ 8 เป็นเท่าไหร่ คำตอบคือ 4 ถูกต้อง จบ จินตนาการเราจบแค่นั้น แต่หากเราถามคนช่างคิด ช่างสร้างสรรค์ เขาอาจตอบได้มากมาย เช่น 0 หรือไม่ก็ 3

การอ่านหนังสือ บางครั้งเราต้องใช้วิจารณญาณในการเชื่อหรือไม่เชื่อในความคิดนั้น แต่สิ่งที่ให้ขบคิดยังถูกตีกรอบในสิ่งที่ผู้เขียนกำหนดให้คิดเท่านั้น มันต่างกับการอ่านหนังสือปรัชญาบางเล่ม ใช้คำเปรียบเทียบท้าทายให้นำประสบการณ์มาตีความ หรือภาพบางภาพที่บางครั้งขณะที่เราไม่เข้าใจเราจะรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่เมื่อพอเราเข้าใจเราก้อจะคิดจินตาการได้อีกอย่างหนึ่ง และเมื่อเวลาผ่านไป ประสบการณ์เรามากขึ้น การตีความหมายก็จะเปลี่ยนไป ทำให้หยิบมาดูได้หลายครั้ง โดยที่แต่ละครั้งเราจะเห็นความหมายบางจุดที่เราไม่มอง เห็นมากขึ้นทุกที

มันทำให้ผมเข้าใจเมื่อมีคนถามผมว่า หนังสืออะไร ภาพอะไร ดูไม่รู้เรื่องเลย..

 

 



25 CommentsChronological   Reverse   Threaded
galazpop wrote on Jul 5, '06
อ่านจบแล้วครับ ผมเป็นคนนึงที่จำต้องหมุนตามฟันเฟืองของสังคมเหมือนกัน อ่านแล้วก็ได้คิดครับ คงต้องแบ่งชีวิตอีกครึ่งหนึ่งมาใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยเหมือนกัน
13maysa wrote on Jul 5, '06
ขอบคุณมากครับที่เป็นเพื่อนร่วมทางเดียวกัน
aplusphoto wrote on Jul 15, '06
เพื่อนฝูงแวะมาทักทายน่ะ หวังว่าคงสบายดีนะ
gozzip wrote on Aug 17, '06
' เลือกที่จะเกิดมาเพื่อเสพย์ หรือเลือกที่จะเกิดมาเพื่อสร้าง '
งืม สำหรับผม คงมีบางสิ่งที่ผมเสพย์ บางสิ่งที่ผมสร้าง แต่ตอนนี้สิ่งทีสร้างมันน้อยกว่าเสพย์ ผมจะพยายามจะเสพย์ให้น้อยกว่าสร้างครับ ^^ อิอิ
bbank wrote on Sep 13, '06
^_^ เข้าใจ ในอีกมุม .. ขอบคุณมากครับ
that's real life
smallthingadvance wrote on Feb 21, '07
ซื่อสัตย์ ต่อใจตนค่ะ
bebarley wrote on Mar 20, '07
อ่านแล้วรู้สึกเข้าใจในสิ่งที่เคยรู้สึกค่ะ
lukyeee wrote on Mar 21, '07
ผมชอบ ท่อนนี้
ความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องรอบกาย ล้วนทำให้เราฝึกความคิดสร้างสรรค์ได้ทั้งนั้น

worachat wrote on Apr 5, '07
ของหนูก็มีคนถามตลอด เลย ว่า เขียนอะไร ภาพอะไร ถ่ายทำไม ไม่เข้าท่า 555 บ้าที่สุด
keawpattalong wrote on Apr 12, '07
แจ่มอีกแล้วครับน้าสง
โลกกว้าง
softopera wrote on Apr 18, '07
"เราสามารถเลือกชีวิตได้ 2 ทางคือ เลือกที่จะเกิดมาเพื่อเสพย์ หรือเลือกที่จะเกิดมาเพื่อสร้าง หากคุณเลือกเกิดมาเพื่อเสพย์ ก็ไม่ยาก หาเงินมาให้ได้ และซื้อ หามาและซื้อ เราจะเป็นเหมือนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่หมุนตามฟันเฟืองตัวอื่น ๆ เมื่อฟันเฟืองตัวใดตัวหนึ่งหยุด เราก็จะหยุดตาม
แต่หากเราเลือกที่จะเกิดมาเพื่อสร้าง เราจะกลายเป็นคนควบคุมฟันเฟืองเหล่านั้นว่าจะให้หมุนช้า หรือเร็ว หรือจะหยุดมัน เพราะการเกิดมาเพื่อสร้างหรือเกิดมาเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ๆ คือ การมองสิ่งของเดียวกับที่ทุกคนมองอยู่ แต่คิดต่างจากพวกเขา แล้วชีวิตคุณจะไม่จำเจ ซ้ำซาก"

มิน่าน้าถึงมีมุมมองใหม่ๆ ให้คนอื่นทึ่งเสมอ
moofoo wrote on Apr 23, '07
อ่านแล้วดีมากเลยค่ะ.. ไม่คิดว่าตัวเองจะอ่านจบ แต่พออ่านๆ ไปแล้วหยุดไม่ได้.. นี่เรียกว่า "ความอยากรู้อยากเห็น" ได้รึเปล่าคะ? ถ้าใช่แสดงว่า.. จินตนาการได้เริ่มขึ้นแล้ว?
photokeng wrote on May 10, '07
..................... .^_^. .............................
aontjun wrote on May 23, '07
สุดยอด.... วันนี้ผมได้อะไรดี ๆ จะเวปน้าสงกรานมากเลยทีเดียวครับ
happysouls wrote on Aug 4, '07
เนียนมากครับน้าสง ชอบๆ
au571 wrote on Aug 9, '07
อ่านแล้วประทับใจครับ ถ้ามีอาจารย์หรือคนที่คิดได้แบบคุณหลายคน ผมว่าประเทศนี้คงพัฒนาไปไกลกว่านี้ครับ Concept แบบของท่านนี้ ผมมักพบกับชาวตะวันตก คนไทยหายากที่ไม่ปิดกันจินตนาการของคน อาจเพราะเค้า Accept ทุกๆ ความคิดที่เสนอออกมา ไม่ว่าจะถูกหรือผิด แต่จะเหมาะสมที่สุดไหม๊ สถานการณ์ ณ ขณะนั้นเป็นเครื่องตัดสินคำตอบที่ดีที่สุดครับ ผมว่านะ :-) ดีใจที่ได้มาพบ และอ่านเว็บของท่านครับ ได้อะไรดีๆ หลายด้านครับ
spaceweb wrote on Aug 12, '07
อ่านแล้วได้ข้อคิดมากครับ ขอบคุณครับน้าสง
tanakit1408 wrote on Sep 8, '07
ขอบคุณมากเลยครับ สำหรับข้อคิดดีๆ แบบนี้
redslipp3r wrote on Sep 19, '07
กระแทกใจอย่างแรง !!

ผมอยากมีอาจารย์อย่างน้ามาตลอดชีวิตเลยครับ

หวังว่าสักวันคงมีโอกาสได้พบน้าสงกรานต์นะครับ ^^
truelux wrote on Dec 27, '07
ชอบมากๆ ค่ะ

เพราะบางทีเวลาถ่ายรูป เขียน หรืออ่านหนังสือแล้วมีคนมาถามแบบนี้ พาลทำให้หมดความมั่นใจไปเลย -_-
palajin wrote on Feb 26
ตอนนี้ผมกำลังมองข้ามไปอีกว่า จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้อย่างไร
ในความคิดของผมคือ การที่เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ เราก็จำเป็นจะต้องรู้พื้นฐานของสิ่งเหล่านั้นก่อน
จากนั้นจึงนำมันมาต่อยอดด้วยความคิดของเราเองเกิดขึ้นเป็นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ multiply ของน้ามีอะไรดีๆหลายอย่างเลย เดี๋ยวผมจะดูและอ่านให้หมดเลย อิอิ
oatzinger wrote on Apr 3
....เป็นมุมมอง..ให้ คนอย่างเรา มีความคิดเปิดกว้าง..กว่าเดิมนะ........ขอบคุณ
iamdayphoto wrote on Apr 8, edited on Nov 10
เยี่ยม ลึกซึ้งดีครับน้าสง
porpuay wrote on Jun 12
ล้ำลึกมากครับน้าสง สุดยอดเลยยย ^___^
g41act wrote on Jun 16
เป็นข้อคิดที่เยี่ยมไปเลยครับ คอมเมนต์หลายอันก็ลึกซึ้งครับ
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help